ทำประกันสุขภาพที่ไหนดี

หาข้อมูลมาก็เยอะ คนแนะนำมาก็แยะ จนเริ่มสับสนว่าต้องทำ ประกันสุขภาพที่ไหนดี แบบไหนดี ปี 2021 นี้ AIAplanner ได้มีแนวทางมาช่วยให้ทุกท่านได้วางแผนประกันสุขภาพให้ตัวเอง ลูกน้อย และคนในครอบครัว เพื่อให้ได้ประกันสุขภาพที่ตรงกับความต้องการ คุ้มค่าและครอบคลุมค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เราต้องการไปรักษามากที่สุดค่ะ

joker123

ซื้อประกันสุขภาพที่ไหนดี เรามีแนวทางมาแนะนำ
สำรวจสิทธิสวัสดิการ
สำรวจค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลที่จะใช้
วางแผนเลือกแบบเลือกความคุ้มครอง
ปรับแผนประกันให้ลงตัว
เลือกบริษัท เลือกตัวแทน
ทำสัญญาสมัครขอทำประกัน
ได้เล่มกรมธรรม์แล้วตรวจสอบข้อมูล เงื่อนไขและข้อยกเว้น
เรามาเริ่มวางแผนพร้อมกันไปทีละขั้นตอนได้เลยค่ะ

สล็อต

หากต้องการดูข้อมูลประกันสุขภาพว่ามีแบบไหนบ้างศึกษาได้ที่นี่ : ประกันสุขภาพ AIA

1.สำรวจสิทธิสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่
เริ่มขั้นตอนแรกก็สำรวจสิทธิค่ารักษาพยาบาลที่เรามีอยู่ ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ครอบคลุมให้ตัวเราเองหรือคนในครอบครัวเท่าไหร่ บางท่านมีสิทธิข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือประกันสังคม ต้องเช็คดูว่าในส่วนของค่ารักษาพยาบาลนั้นเบิกอะไรได้ เข้าที่โรงพยาบาลไหนได้บ้าง

บางท่านอาจจะเป็นพนักงานบริษัทที่มีสวัสดิการประกันกลุ่มให้ก็ต้องไปเช็คว่าเป็นของบริษัทใด ให้ความคุ้มครองเท่าไหร่ คุ้มครองคนในครอบครัวหรือไม่ หลัก ๆ ก็จะดูในเรื่องของวงเงิน ค่าห้อง กับค่ารักษาพยาบาล ว่ามีอยู่เท่าไหร่ หากมีอยู่แล้วบางส่วนและมั่นใจว่าเราจะใช้สวัสดิการนี้ต่อไปนานๆ อาจจะเลือกแค่ทำเพิ่มเติมในส่วนเฉพาะส่วนที่คิดว่าสวัสดิการของเราไม่ครอบคลุมก็ได้ค่ะ

  1. สำรวจค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล
    ส่วนใหญ่เวลาเราเจ็บป่วย โรงพยาบาลที่เราเลือกเข้ารับการรักษามักจะเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านที่เราสะดวกจะเดินทางเข้าไปรับการรักษากรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรืออาจจะเป็นโรงพยาบาลที่เรามั่นใจในเรื่องของคุณภาพการรักษาหรือมีคุณหมอประจำที่เรารักษาอยู่ สำหรับกรณีของลูกน้อยอาจจะเป็นโรงพยาบาลที่น้องคลอด หรือไปรับการฉีดวัคซีน หรือโรงพยาบาลที่เคยไปเข้ารับการรักษาพยาบาลมาแล้ว ด้วยเรื่องของประวัติที่มีอยู่แล้วในโรงพยาบาลทำให้การรักษาต่อเนื่อง หรือด้วยความคุ้นเคยกับคุณหมอเจ้าของไข้

สล็อตออนไลน์

ซึ่งค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลหลายๆ ท่านอาจประเมินไม่ถูกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นเท่าไหร่หากเจ็บป่วยป่วย อาจจะโทรสอบถามไปกับทางโรงพยาบาลที่เราต้องการไปเข้ารับการรักษาพยาบาลเพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องของค่าห้อง (รวมค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าห้อง+ค่าบริการพยาบาล+ค่าอาหาร+ค่าบริการโรงพยาบาล) จากประสบการณ์ที่เคยทำงานสายบุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน และการทำงานในวงการประกันสุขภาพ ขอเอาข้อมูลมาแบ่งปันนอกจากค่าห้อง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ยังมีค่าแพทย์ ค่าวินิจฉัยโรคด้วยการตรวจด้วยเครื่องมือต่างๆ ค่ารักษาพยาบาล ทั้งค่ายา น้ำเกลือ เวชภัณฑ์ ต่างๆอีกมากมายหลายหมวด ซึ่งตรงนี้จะประเมินค่อนข้างยากขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ความซับซ้อน เทคนิค และเครื่องมือต่างๆที่จะต้องใช้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลก็จะมีในเรื่องของค่าห้อง ค่าตรวจวินิจฉัย และค่ายาและเวชภัณฑ์ในการรักษา ณ ปัจจุบันในส่วนของค่าห้องโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางจะอยู่ที่ 3,000-5,000 บาทต่อคืน หากรวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าแล็บ ค่าแพทย์ จะมีค่าใช้จ่ายต่อวันอยู่ที่ประมาณวันละ 10,000-15,000 บาท
หากเป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับบนก็จะมีค่าใช้จ่าย ค่าห้องที่ประมาณวันละ 5,000-10,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จะมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณวันละ 20,000 – 40,000 บาทต่อวัน เบื้องต้นสำหรับกรณีที่เป็นการรักษาด้วยอาการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น เป็นหวัด ท้องเสีย แต่หากการรักษาครั้งนั้นต้องมีการผ่าตัด เป็นโรคร้ายแรง มีการรักษาที่ซับซ้อน หรือมีอาการแทรกซ้อนต้องนอนรักษาพยาบาลนาน ค่าใช้จ่ายอาจขึ้นไปถึงหลักหลายแสนบาท หรือหลักหลายล้านบาทได้เลยทีเดียว ตรงนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น การประเมินค่ารักษาต้องสอบถามจากทางโรงพยาบาลเป็นกรณีไป

  1. วางแผนความคุ้มครองประกันสุขภาพ
    แผนความคุ้มครองที่เราต้องการได้รับจากบริษัทประกันนั้น สำหรับท่านใดที่เคยศึกษาเรื่องประกันชีวิตประกันสุขภาพมาบ้าง หรือมีตัวแทนเคยมาแนะนำ อาจคุ้นคำศัพท์เหล่านี้อยู่บ้าง สำหรับท่านใดที่ไม่คุ้นคำศัพท์ทางวงการประกัน เราขออธิบายความคุ้มครองแบ่งเป็นส่วน ๆ ดังนี้

jumboslot

3.1 วงเงิน ค่าห้อง + ค่าอาหาร + ค่าการพยาบาล
ส่วนใหญ่หากเราสอบถามกับทางโรงพยาบาลว่าค่าห้องเท่าไหร่ ในค่าห้องนั้นจะมี ค่าอาหาร ค่าบริการโรงพยาบาล และค่าบริการพยาบาล รวมอยู่ด้วย วงเงินประกันที่จะจ่ายในหมวดนี้ก็จะมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นต่อวัน ในอดีตการเลือกทำประกันสุขภาพสักเล่มเราอาจจะเน้นโฟกัสที่ค่าห้องเป็นหลักเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลต่างๆยังไม่แพงเท่าปัจจุบัน แต่ในปัจจุบันจำเป็นต้องพิจารณาวงเงิน ค่ายา ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆร่วมด้วยว่าเพียงพอกับโรงพยาบาลที่เราจะเลือกใช้บริการในวันที่เจ็บป่วยหรือไม่
3.2 ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ
ค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ จะหมายถึง วงเงินค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าผ่าตัด ค่าตรวจวินิจฉัย และ อื่นๆ วงเงินก็จะมากน้อยขึ้นอยู่กับแผนวงเงินที่เราเลือก แต่เนื่องด้วยปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมากซึ่งก็ตามมาด้วย ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงขึ้นเช่นกัน บริษัทประกันจึงได้มีการออกแบบประกันสุขภาพแบบใหม่ที่ให้วงเงินค่ารักษาพยาบาล ที่สูงกว่าเรียกว่า ประกันสุขภาพเหมาจ่าย ซึ่งจะมีวงเงินในการรักษาพยาบาลที่สูงกว่า โดยให้วงเงินการรักษาที่ 1, 5, 15, 25, 60 จนถึง 120 ล้านต่อปี เป็นต้น เพื่อเพิ่มความอุ่นใจและให้คุณลูกค้าและคนในครอบครัวได้รับการรักษาที่ดีที่สุดในวันที่เจ็บป่วย
3.3 แผนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) หากอาการเจ็บป่วยของเราเป็นอาการแบบไม่รุนแรง ไปพบคุณหมอแล้วคุณหมอให้ยากลับมาทานที่บ้านได้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล หากแผนประกันที่เราทำไว้มีความคุ้มครองส่วนผู้ป่วยนอก (OPD) ก็สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้โดยที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

3.4 ค่าชดเชยรายได้ เป็นค่าชดเชยการเสียเวลาเสียรายได้ช่วงที่ป่วยแล้วต้องมานอนโรงพยาบาล โดยทางปฏิบัติจะทำไว้เป็นค่าเสียเวลาให้กับคุณลูกค้า เป็นการชดเชยการเสียรายได้ หรือเอาไว้จ่ายส่วนต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น หรือเอาไว้เป็นส่วนต่างค่าห้องกรณีแผนค่ารักษาพยาบาลที่ทำไว้มีค่าห้องไม่เพียงพอ ปกติของเด็กจะถูกจำกัดไว้ที่วันละ 1,000-2,000 บาท ส่วนผู้ใหญ่ที่อาจซื้อสูงสุดได้ถึง 10,000 บาท

3.5 ประกันโรคร้ายแรง, ประกันโรคมะเร็ง สำหรับคุณลูกค้าที่มีความกังวลในเรื่องของโรคร้ายแรง ซึ่งโอกาสที่จะเป็นอาจจะน้อยกว่าการเจ็บป่วยทั่วไป แต่ถ้าหากเกิดขึ้นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาดูแลคนไข้สูง ประกันโรคร้ายแรง โรคมะเร็งก็เป็นที่ได้รับความนิยมที่จะซื้อเพิ่มกันในปัจจุบัน เนื่องจากค่าเบี้ยประกันถูกแต่ให้ความคุ้มครองสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็ก เบี้ยประกันหลักพันต้น ๆ สามารถให้ความคุ้มครองหลักล้านบาทได้เลยค่ะ

3.6 ประกันอุบัติเหตุ สำหรับการดูแลคุ้มครองเรื่องอุบัติเหุตโดยเฉพาะทั้งในเรื่องของ ค่ารักษาพยาบาล สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง หรือ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ

slot

3.7 ความคุ้มครองผู้ชำระเบี้ย ในการทำประกันสุขภาพให้ลูกนั้นเพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกน้อยได้รับการรักษาดูแลอย่างดีที่สุดในวันที่เจ็บป่วย แต่หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นกับพ่อแม่ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยรายแรง พิการ หรือเสียชีวิต ใครจะมาชำระเบี้ยตรงนี้ต่อ นี่คือโจทย์ที่ทำให้บริษัทประกันทำสัญญาความคุ้มครองผู้ชำระเบี้ยขึ้นมาเพื่อดูแลค่าใช้จ่าย ค่าเบี้ยตรงนี้ในวันที่เกิดเหตุร้ายขึ้นกับพ่อแม่ผู้ชำระเบี้ย หรืออาจจะมีคุณพ่อคุณแม่บางท่านตัดสินใจทำประกันชีวิตของตัวเองแยกมาอีกต่างหากเพื่อให้มีเงินทุนอีกก้อนไว้ดูแลเจ้าตัวน้อยให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปอย่างที่เราต้องการ ในวันที่เราไม่อยู่…

  1. เลือกบริษัท เลือกตัวแทน
    อีกคำถามที่มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ คือ แล้วทำ “ประกันสุขภาพที่ไหนดี” กับบริษัทไหน ตัวแทนคนไหนดี สำหรับแต่ละบริษัทประกัน ก็จะมีแผนความคุ้มครองที่ต่างต่างกันออกไป ในแบบประกันที่ความคุ้มครองใกล้ ๆ กัน เบี้ยแต่ละบริษัทมักจะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่หากลูกค้าต้องการความสะดวกสบายแนะนำให้เลือกบริษัทที่มีชื่อเสียง มีความมั่นคง และดูเรื่องบริการ Fax claim หรือบริการคู่สัญญากับทางโรงพยาบาลที่จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยตรงกับทางบริษัทประกันโดยลูกค้าไม่ต้องสำรองจ่าย

ส่วนในเรื่องของตัวแทน ส่วนใหญ่อาจเลือกจากตัวแทนที่เรารู้จักอยู่แล้ว ที่ไว้ใจได้ หรือหากไม่มีคนรู้จักเป็นตัวแทนก็แนะนำให้เลือกจากมืออาชีพที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือบริการหากเกิดกรณีปัญหาตอนเคลม หรือสามารถตอบปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ของประกันให้เราได้ แน่นอนว่าในยุคสมัยนี้หากเป็นไปได้ทุกคนก็อยากทำธุรกิจกับมืออาชีพอยู่แล้ว

  1. ปรับความคุ้มครองแผนประกันสุขภาพ
    ปรับความคุ้มครองที่เราต้องการให้พอเหมาะกับงบประมาณที่เราวางไว้ แน่นอนค่ะว่าประกันที่ให้ความคุ้มครองสูงย่อมมีค่าเบี้ยที่สูงตาม คุณลูกค้าแต่ละท่านก็มีงบประมาณและความต้องการในความคุ้มครองไม่เท่ากัน ค่าเบี้ยประกันก็ควรเลือกให้พอเหมาะพอดีไม่รบกวนค่าใช้จ่าย หรือเงินออมในส่วนอื่น ๆ จนเกินไป (อาจจะประมาณ 3-5 % ของรายได้) แต่หากคุณลูกค้าท่านใดมีงบประมาณและต้องการให้ตนเองและครอบครัวได้รับการรักษาที่ดีที่สุด จะซื้อแผนสูงเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลชั้นนำก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีแบบประกันที่ดีที่สุดและถูกที่สุด มีแต่แบบที่เหมาะสมกับเราที่สุดเท่านั้นเองค่ะ
  2. ข้อมูลพร้อม เงินพร้อม ก็เริ่มทำสัญญาประกัน
    โดยส่วนใหญ่อายุที่บริษัทจะรับประกันได้จะอยู่ที่ 1 เดือนเป็นต้นไป ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทและแต่ละเคส หากลูกค้าเองยังไม่เคยมีประวัติการเจ็บป่วย การสมัครทำประกันก็จะมีแค่ในเรื่องเก็บเอกสารสมัครและตอบแบบฟอร์มแบบสอบถามเรื่องสุขภาพตามจริงตามระเบียบบริษัท แต่ถ้าหากเรามีโรคประจำตัวหรือ อาการผิดปกติที่เป็นมาแต่โดยกำเนิด ก็อาจจะต้องมีขั้นตอนในเรื่องของการขอประวัติสุขภาพจากโรงพยาบาลที่ทำการรักษา และตรวจสุขภาพโดยแพทย์เพื่อประกอบการพิจารณารับประกันจากบริษัทเป็นกรณีไป

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *